"แอ๊ด อินเดียน" ได้เล่าย้อนความหลังที่สุดแสนจะรันทดให้ทีมข่าว "ชีวิตต้องสู้" ฟังว่า ช่วงที่เขาและครอบครัวพากันมาตั้งรกรากอยู่สุพรรณบุรีนั้นเป็นช่วงชีวิตที่สุดแสนจะลำเค็ญ เขาสร้างบ้านหลังเล็กๆ ไว้อาศัยหลับนอน ปลูกผักกินเองเพื่อเลี้ยงชีพ ถึงแม้เขาจะเป็นคนต่างถิ่นที่ยากจนเงินทองแต่เขาก็ไม่จนน้ำใจ เขาจะนำพืชผักต่างๆ ที่ปลูกได้นำไปแจกจ่ายเผื้อแผ่เพื่อนบ้านจนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน เขามีรถซาเล้งอยู่หนึ่งคันที่ใช้เป็นพาหนะออกตระเวนเก็บขยะทั่วไปในเขตอำเภออู่ทอง รถซาเล้งของเขาจะมีเขาควายสัญลักษณ์ของวงคาราบาวติดไว้ที่ด้านหน้า ซึ่งก็เป็นที่คุ้นตาของชาวบ้านทั่วไปเป็นอย่างดี ขนาดรายการ "สะเก็ดข่าว" ยังเคยมาถ่ายทำไปออกรายการ ช่วงชีวิตของ "แอ๊ด อินเดียน" ในตอนนั้นยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า เขาเคยแม้กระทั่งต้องเก็บเศษอาหารจากกองขยะมากินเพื่อประทังชีวิต ต้องอยู่ในความมืดเพราะที่บ้านไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าและน้ำประปาจะใช้ จนขนาดเมียรักต้องหนีจากทิ้งลูกน้อยไว้ให้ เขาเลี้ยงดูแต่เพียงลำพัง
เขาตัดสินใจขายที่ผืนน้อยที่สุพรรณบุรีได้เงินมาจำนวนหนึ่ง นำไปซื้อรถตู้เก่าๆ พ่นสีเป็นลวดลายอินเดียนแดงรอบคันประดับด้วยเขาควาย หอบเสื้อผ้าเครื่องมือทำมาหากินและลูกน้อยอีกสองคนพากันมุ่งหน้าสู่เมืองกาญจนบุรี ใช้รถตู้เป็นออฟฟิศเคลื่อนที่เปิดขายเครื่องหนัง ชุดคาวบอย ชุดอินเดียนแดง จากฝีมือตัดเย็บของเขาเอง เขาจะตระเวนขายตามงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตามงานแฟร์ งานวัด เขาจะเปิดขายไปทั่วทุกแห่ง และในช่วงนี้เองเขาได้ฝึกฝนให้ลูกชายและลูกสาวแสดงโชว์ในชุดคาวบอยซึ่งก็เป็นที่ประทับใจของคนที่ได้พบเห็น "แอ๊ด อินเดียน" ใช้เวลาปักหลักอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีนานกว่า 3 ปี จึงตัดสินใจพาลูกขึ้นรถตู้คู่ชีพมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ ซึ่งที่นั่นจะเป็นถิ่นของคาวบอยไทยที่พากันมาปักหลักทำมาหากินอยู่มากมาย
เขาอาศัยความคุ้นเคยเซ็นเชื่อน้ำมันรถตามปั๊มต่างๆ ปั๊มละ 200 บาท บางปั๊มก็ 300 บาท จนได้น้ำมันเต็มถังจึงขับรถพาลูกทั้งสองมุ่งสู่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เปิดรถขายงานฝีมือตามงานต่างๆ รับแสดงโชว์ชุดคาวบอยและอินเดียนแดงตามงานทั่วไป นอกจากนี้ก็ยังมีงานแสดงตามรีสอร์ตซึ่งจะมีการจัดงานคาวบอยไนท์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม จนกระทั่งมีนายทุนมาเสนอตัวให้รถยนต์ ให้บ้าน เพื่อให้เขาแสดงประจำ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เพราะชีวิตของ "แอ๊ด อินเดียน" รักความอิสระ และไม่ต้องการเป็นลูกจ้างใคร เขาจึงตอบปฏิเสธความหวังดีไปด้วยใจทระนง
เขาพาลูกทั้งสองมาปักหลักอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และวิ่งรอกรับงานออกร้านและงานแสดงอยู่ในแถบเขาใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังเดินทางไปแสดงทั่วประเทศด้วยรถตู้คู่ชีพที่เขามีอยู่ ช่วงนี้เองที่เขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกจึงต้องหาพี่เลี้ยง คือ "คุณจวน" สาวสกลนครมาอยู่คอยดูแลลูกๆ จากความใกล้ชิดกลายมาเป็นความสนิทสนม จนกระทั่งกลายมาเป็นความรัก "แอ๊ด อินเดียน" จึงตกลงปลงใจร่วมชีวิตฉันสามีภรรยากับ "คุณจวน" ด้วยสัญญาที่ว่า "จะต้องรักลูกของเขาเหมือนกับลูกของตัวเอง" คุณจวนตกปากรับคำและก็สามารถทำหน้าที่แม่คอยเลี้ยงดูลูกทั้งสองได้เป็นอย่างดี และช่วยกันทำมาหากินแบบครอบครัว พ่อ...แม่..ลูก
.gif)
"แอ๊ด อินเดียน" เล่าต่อไปว่า ช่วงที่มาอยู่เขาใหญ่ได้พบปะกับคนที่มีใจรักและชอบในสิ่งเดียวกัน..นั่นก็คือ ชีวิตที่สันโดษ แบบฉบับของคาวบอยตะวันตก และชีวิตนักสู้แบบฉบับของอินเดียนแดง จึงได้รวมตัวกันเป็น กลุ่มโดยมี "แอ๊ด อินเดียน" เปรียบเสมือนเป็นพี่ใหญ่ รับงานแสดงต่างๆ เช่น โชว์บ่วงบาศ พ่นไฟ ควงปืน ควงมีด ขวาน แส้ และสตั๊นโชว์ ตระเวนแสดงตามสถานที่ต่างๆ และที่เขาใหญ่ซิตี้ ซึ่งตัวเขาเองนั้นเปรียบเสมือนเป็นทั้งพี่และเพื่อนของคนในกลุ่ม ถึงแม้ตนเองนั้นจะไม่ได้ร่ำรวย แต่เมื่อน้องๆ มาขอความช่วยเหลือก็จะให้ของที่ตนเองทำขึ้นเพื่อนำไปขาย บางคนขายของได้กำไรก็นำต้นทุนมาคืน แต่ก็มีบางคนขายของได้แต่ไม่นำเงินมาใช้คืนก็ยังมี แต่เขาเองก็ไม่เคยปริปากบ่น คิดแต่เพียงว่าเป็นการช่วยเหลือให้น้องๆ มีรายได้ และทุกวันนี้ "แอ๊ด อินเดียน" มีความสุขกับงานที่เขารัก ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็สามารถทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้โดยงอนง้อขอใครกิน
นี่ก็คือเรื่องราว 108 ชีวิตที่หลากหลายในสังคมไทย ซึ่งแต่ละคนก็มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าใครจะเลือกทางเดินชีวิตในรูปแบบไหน แต่ที่จริงแท้และแน่นอนก็คงจะหนีไม่พ้นคำกล่าวที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น" ซึ่งเป็นสุภาษิตของไทยที่นำมาใช้เตือนใจได้ทุกยุคสมัย...
สำหรับท่านที่ต้องการจะสนับสนุนครอบครัวอินเดียนแดง สามารถติดต่องานแสดงได้ที่ 08-7101-8834 !!!
