เปิดบริการ 12.00 - 14.30 น. จันทร์ - เสาร์ 11.30 - 14.30 น. อาทิตย์
หมายเหตุ ต้องโทรจองล่วงหน้าเพราะแน่นตลอด และตอนเย็นไม่มีบุฟเฟต์
การกินเลี้ยงฉลองที่เหมาะกับครอบครัวญาติสนิทมิตรสหายซึ่งมากันเป็นหมู่คณะก็คือการกินบุฟเฟต์ เพราะมีอาหารมากมายหลากหลายชนิด คงมีสักอย่างหนึ่งหรอกน่าที่ถูกปากสมาชิกแต่ละท่าน แต่ก็มีข้อเสียนะจ๊ะ สำหรับคนเห็นแก่กินเช่นข้าพเจ้ามักจะสวาปามจนเกินงาม สร้างปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มในภายหลัง เลยมีข้อแนะนำในการกินบุฟเฟต์มาฝาก หลักสากลคือให้เลือกตักอาหารแต่ละชนิดในปริมาณน้อยๆ ชอบอะไรค่อยกลับมาเติมใหม่ จะกี่ครั้งก็ได้ และห้ามตักเผื่อคนอื่นด้วย การมีอาหารเหลือในจานเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง แค่นี้แหละรับรองว่าท่านชิมได้ตั้งไม่รู้กี่สิบอย่างเลย
ในกรุงเทพฯนั้น ร้านสุดยอดบุฟเฟต์ต้องยกให้ห้องอาหารตามโรงแรมต่างๆ และหนึ่งในที่สุดของที่สุดนั้นต้องเป็นบุฟเฟต์ของลอร์ด จิมส์ ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แต่ก่อนนั้นถ้าพ่อถามว่าอยากไปเลี้ยงฉลองที่ไหน ผมมักจะเลือกที่นี่เป็นอันดับแรก
ธีมของห้องลอร์ด จิมส์ มองดูก็รู้ว่าออกแนวทะเลใต้ มีตู้ปลายาวตลอดทางเดิน ของประดับเครื่องใช้ต่างๆล้วนชวนให้นึกว่าพานางเงือกมาออกเดทใต้สะดือทะเล ที่นี่จุแขกได้ 120 ที่นั่ง แน่นเอี้ยดตลอด ดังนั้นโปรดกรุณาโทรจองล่วงหน้าซะก่อนเลยที่ 0-2659-9000 ต่อ 7680-1 และอย่าลืมว่าเขามีบุฟเฟต์เฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น สนนราคาวันจันทร์-เสาร์ ผู้ใหญ่ 1,530 เด็ก 1,236บาท (อายุ 6-12 ขึ้นไป) ถ้าเป็นวันอาทิตย์อาหารยิ่งดีเลิศเข้าไปใหญ่ ผู้ใหญ่ 2,296 เด็ก 1,825 บาท
ขึ้นชื่อว่าโอเรียนเต็ลแล้ว คุณภาพอาหารต้องคุ้มค่าเกินกว่าที่ท่านจ่ายไป จากการสำรวจของข้าพเจ้า มุมอาหารแขกไม่มีแล้ว แต่มีอย่างอื่นๆมาแทนที่มากมาย เริ่มด้วยมุมอาหารญี่ปุ่น แค่มุมเดียวก็กินคุ้ม เขามีปลาดิบจัดแต่งอยู่ในเรือลำยักษ์ ของดีๆทั้งนั้น ที่ต้องลองให้ได้คือ แซลมอนชั้นดี ไม่ได้เอาเศษปลามาขายเหมือนบางเจ้า อีกอย่างคือฮามาจิหรือYellowtail ซึ่งมี 2 แขนงทั้งจากทางออสเตรเลียและญี่ปุ่น ถ้าชอบหอยให้กินหอยปีกนก หอยแครง หอยเชลล์ดิบตัวอวบใหญ่ นอกนั้นมีทูน่า ซาบะ ปลาหมึกยักษ์ ข้าวปั้นหน้ากุ้ง ถ้าชอบแซลมอนเขามีชนิดรมควัน และดองผิวส้ม หรือปรุงรสเครื่องเทศ อีกตั้งสามอย่างแน่ะ
ส่วนที่มุมสลัดก็น่าชิมไม่น้อย ไม่ต้องบอกท่านก็ต้องคิดออกว่ามีผักของนอกให้เลือกอย่างจุใจ เสร็จแล้วเดินอ้อมไปที่มุมซุปด้านในสุดที่อยู่ตรงข้ามของหวาน วันนั้นเขามีซุปจาก3 ทวีป ประกอบไปด้วยกระเพาะปลา ซุปเต้าเจี้ยวหรือมิโสซุปของญี่ปุ่น และที่อร่อยที่สุดคือซุปข้นปูหรือแครบบิสค์ของทางยุโรป ไหนๆก็มาแล้ว ตักชิมให้ครบเลยดีกว่า
ต่อกันด้วยมุมของเย็นหรืออาหารที่ไม่ต้องอุ่น มีให้เลือกหมดทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา แม้กระทั่งกุ้งยังแยกออกเป็นกุ้งทะเล กุ้งแม่น้ำ กั้งหิน อีกต่างหาก ลองไปดูด้วยตาท่านเองดีกว่า หรือถ้าจะอยากกินปลานึ่งให้มองหาลังถึงสแตนเลสขนาดยักษ์ ถามพ่อหนุ่มตรงนั้นเอาเองว่าวันนั้นมีอะไรให้เลือก
ที่มุมของร้อน เขาจะมีเนื้อสัตว์สารพัดสารพันให้เลือก แนะว่าให้กินแกะที่เป็นชิ้นกลมๆมีมันล้อมรอบ อีกทั้งถ้าชอบเนื้ออย่าลืมให้เขาแล่โรสต์บีฟหนึ่งชิ้นบางๆราดน้ำเกรวี่ชุ่มๆ กินกับข้าวหุง 3 แบบ 3 สี ขาว แดง เหลือง และก็มาถึงตัวเอกของเรื่องได้แก่ ฟัวกราส์หรือตับเป็ดทอดราดด้วยซอสองุ่น จึงมีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เข้ากันดีนัก รายการนี้ใครกินเกิน 2 ชิ้นก็คุ้มเกินคุ้ม เพราะตามร้านดีๆเขาขายกันจานหนึ่งเหยียบพันบาท ผมมีวิธีที่กินโดยไม่เลี่ยนทำให้กินได้เรื่อยๆคือให้กินคู่กับผักร็อกเก็ตราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิคจากมุมสลัดเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว ถามเขาเอานะครับว่าน้ำสลัดที่ว่านั้นถ้วยไหน
ปิดท้ายด้วยของหวานที่เขาทำเป็นถ้วยเล็กๆชิ้นเล็กๆ มีของแปลกๆเด็ดๆมากมาย อาทิ พานาค็อตต้า เยลลี่แอปเปิ้ล เยลลี่สาคู อัลมอนด์เค้ก เค้กช็อกโกแล็ตมูส และที่อร่อยมากๆคือไอศกรีม วันนั้นมีรสมะม่วงกับวานิลลา ทีเด็ดอยู่ตรงตัวท้อปปิ้ง ท่านสามารถโปะหน้าด้วยกุ้งและหอย! ขออุบไว้ อยากรู้ว่าเป็นอะไรให้ไปพิสูจน์เอง
อย่าลืมงัดชุดสวยๆหล่อๆ แต่งตัวให้โก้เก๋ แต่ไม่จำเป็นต้องสวมชุดราตรีหรือใส่สูทผูกเนคไทแต่ประการใด เอาเป็นว่าแค่ไม่ใช่เสื้อกล้าม รองเท้าแตะก็พอแล้ว ข้อสำคัญต้องงดอาหารเช้าก่อนไปนะครับ
|